top of page
Search

𝐒𝐜𝐚𝐥𝐞 𝐋𝐞𝐧𝐠𝐭𝐡 หัวใจของความสุขในการเล่นกีตาร์

𝐅𝐚𝐝𝐞 𝐢𝐧 𝐇𝐢𝐠𝐡𝐥𝐢𝐠𝐡𝐭 𝐄𝐏.𝟑: 𝐒𝐜𝐚𝐥𝐞 𝐋𝐞𝐧𝐠𝐭𝐡 หัวใจของความสุขในการเล่นกีตาร์

Scale Length คือความยาวที่วัดจากขอบ Nut ที่หันไปทางเฟรตไปจนถึงเฟรตที่ 12 แล้วคูณสอง จะแตกต่างจาก String Length ที่วัดจากขอบ Nut ฝั่งซ้าย (Nut ends) ไปจนถึง Saddle ซึ่งคือส่วนของสายกีตาร์ที่จะมีการสั่นเกิดขึ้น โดย Scale Length ที่เราคุ้นชินกันทั่วไปจะมี 2 สเกล คือ 24.75” จาก Gibson และ 25.5” จาก Fender มีความสำคัญดังนี้


𝟭) 𝗙𝗿𝗲𝘁 𝗣𝗹𝗮𝗰𝗲𝗺𝗲𝗻𝘁 (ระยะห่างระหว่างเฟรต) – ยิ่ง Scale Length มาก ระยะห่างระหว่างเฟรตแต่ละเฟรตก็ยิ่งมาก ดังนั้นหากกีตาร์ 2 ตัวมีเฟรตเท่ากัน แต่มี Scale Length ต่างกัน กีตาร์ตัวที่มี Scale Length มากกว่าจะมีความกว้างของเฟรตแต่ละช่องมากกว่า ส่งผลให้ตีคอร์ดง่ายกว่าแต่จะโซโล่ปั่นยากกว่า

𝟮) 𝗦𝘁𝗿𝗶𝗻𝗴 𝗧𝗲𝗻𝘀𝗶𝗼𝗻 (แรงตึงสาย) – 3 ปัจจัยที่ควบคุม Pitch คือ String Tension, String Mass และ String Length โดย Scale Length นั้นแปรผันตรงต่อ String Length ซึ่ง 3 ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อกันไปแบบฟันเฟือง ดังนั้นหาก Scale Length ต่างกัน ทั้ง 3 ปัจจัยนี้ก็จะต่างกันตามไปด้วย เช่น หากใช้สายเบอร์เดียวกันในกีตาร์ที่ Scale Length ต่างกัน แรงตึงสาย(String Tension) ในกีตาร์ตัวที่มี Scale Length ยาวกว่าก็จะมีมากกว่า

𝟯) 𝗣𝗹𝗮𝘆𝗮𝗯𝗶𝗹𝗶𝘁𝘆 (สัมผัสการเล่น) – เมื่อ Scale Length ต่างกัน ก็ยังส่งผลให้ตำแหน่งของสะพานสายต่างไปด้วยซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะต้องใช้คุมมือขวาให้เล่นได้โทนที่ต้องการ

𝟰) 𝗧𝗼𝗻𝗲 – จากที่ได้กล่าวเรื่องของ String Tension ที่เป็น 1 ในปัจจัยการควบคุม Pitch ทีเกิดขึ้น ซึ่งรวมไปถึง Pitch stability, Sustain, Volume และ Dynamic envelope (attack and decay)

𝟱) 𝗔𝗹𝘁𝗲𝗿𝗻𝗮𝘁𝗲 𝗧𝘂𝗻𝗶𝗻𝗴 (การตั้งสายแบบดร็อป) – ส่งผลมาจาก String Tension เช่นเดียวกัน แต่จะขึ้นอยู่กับขนาดของสายด้วย เช่น มือกีตาร์ที่ตั้งสายดร็อป Eb หรือ D จะนิยมใช้กีตาร์ที่มี Scale Length มากและใช้สายเบอร์ใหญ่เพื่อรักษาสมดุลระหว่างแรงตึงสายที่เสียไปจากการดร็อปและโทนเสียงที่หนาที่เพิ่มเข้ามาจากขนาดของสายและ Scale Length ที่ยาวกว่า



4 views0 comments

Comments


bottom of page